ตามรอยหนังในโตเกียว

posted on 07 Jan 2017 02:12 by seaukun in Dairy

Mustang - Asian Kungfu generation 

เพลงจบของ Solanin กระแสเรื่องนี้ยังไม่หายไปจากใจเสือเท่าไร

 

จบไปแล้วกับทริปตามรอยหนังรอบโตเกียวของเสือ

เสือเริ่มเดินทางวันที่ 1 มค และ กลับถึงไทย 6 มค

ด้วยสายการบิน China airline

 

รีวิวสั้นๆเกี่ยวกับ China airline 

1.เป็นสายการบินของไต้หวัน

2.อาหารอร่อยดี 

3.ตอนไปต่อเครื่องที่ไต้หวันเครื่องเลท เลยแจกขนมกับน้ำ

ให้ผู้โดยสารไม่อั้น เสือเลยเลิกบ่นไปหน่อย 

 

สำหรับญี่ปุ่นครั้งแรกของเสือ เสือประทับใจมากๆกับทุกอย่าง

ถึงมันจะไม่เหนือความคาดหมาย เพราะเสือค่อนข้างคุ้นเคยกับวัฒนธรรม

ญี่ปุ่นอยู่แล้วจากการดูหนังและติดตามดาราไอดอล แต่ก็ไม่ทำให้เสือผิดหวัง

เลย สำหรับเสือเลยว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่น่าไปเที่ยว และเหมาะกับการไป

เที่ยวด้วยตนเองมาก

 

เสืออยากอธิบายทริปเสือละเอียดนะ แต่เสือไม่ค่อยได้ถ่ายรูป

เท่าไรเลย ถ่ายแต่พวกรูปที่ไปตามรอยหนังมา เพราะงั้นเสือจะพูด

แต่พวกนั้นแทนแล้วกัน 

 

คำแนะนำสำหรับคนที่อยากวางแผนเที่ยวด้วยตนเอง

ใช้ Google maps ให้คล่องๆ แล้วชีวิตจะดีมาก เสือไม่หลง

เพราะใช้ google maps นี่ล่ะ มันจะบอกหมดเลยว่าต้องต่อ

รถไฟสายอะไร ที่สถานีอะไร

 

ส่วนเรื่องสายรถไฟยุบยับก็ไม่ยากอะไร แค่ตาไวๆ มองป้าย

ที่มีนำทางตลอดก็ไม่หลงแล้ว 

 

โอเค กลับมาที่เรื่องตามรอยหนังของเสือ

 

ที่แรกคือ Train Man ที่ อาคิฮาบาระ

บอกเลยว่าล้มเหลวมาก เพราะอาคิฮาบาระแดนเครื่องใช้ไฟฟ้าและ

อะนิเมะมังงะนี่โคตรใหญ่ แถมตึกก็คล้ายๆกันด้วย แต่บรรยากาศก็ชวน

ตื่นเต้นได้อยู่ดี

 

แถวนี้ร้านเมดคาเฟ่เยอะมาก มีสาวๆมาแจกใบปลิว เสืออยากเข้านะ แต่กลัวกระเป๋าฉีก 

 

มาแวะที่ร้านกาชาปอง โคตรชอบไอ้เซ็ตคางยื่นเลย แต่ไม่ได้ไขมา

เพราะตอนแรกกลัวหน้ามัน 

 

ส่วนอันนี้คือที่เสือไขได้มาทั้งหมด 

ไอ้แท่งๆนั้นคือไลท์เซเบอร์นะ ซึ่งดูกิ๊กก๊อกมากแต่เสือแม่งชอบว่ะ

 

 

ประทับใจมากตอนที่ไปไขมาแล้วเครื่องมันติด ไข่มันไม่ออกมา

พอไปบอกพนักงานเค้าก็แกะเครื่องออกมาให้เลย น่ารักมาก 

 

ผ่านตึกที่มีเธียเตอร์ของ AKB48 ด้วย 

เลยไต่ๆขึ้นชั้น 8 ไปดู แต่วันนี้มันปิดว่ะ (2 มกรา) 

 

โอเค มาตามรอยหนังที่เป็นเรื่องเป็นราวกันบ้าง เรื่อง Kimi no na wa

ความจริงเสือก็ไม่ได้ชอบเรื่องนี้มากเท่าคนอื่นๆหรอก เพราะเสือไม่ค่อยอิน

กับเรื่องฟ้าลิขิตเท่าไร แถมเพลงเสือก็ออกจะเฉยๆ แต่ว่าฉากมันสวยจริงว่ะ

 

เสือไปลงสถานี Shinanomachi โผล่ออกมาจะเจอนี่เลย  

คนเป็นล้าน 

 

ฮือ สวยเหมือนเป็นรูปวาดเลย 

 

ข้างๆจะมีสะพานที่ทาคิเดินผ่านบ่อยๆ เสียดายที่มาเร็วไปแสงเลยไม่ได้เท่าไร

แถมเสือมาฤดูหนาวด้วย ต้นไม้ก้โกร๋นไปกันหมด

 

ต่อไปก็ไปต่อกันที่บันไดสีแดงอยู่ที่ ศาลเจ้า Suga

เปิดกูเกิลแม็ปเดินจากสะพานลอยประมาณ 800 เมตร บอกเลยว่าขาลาก

 

แต่ของจริงไม่สวยเหมือนในหนังนะ และคนเยอะมากอันป็นการตอกย้ำว่าหนังดัง

มากจริงๆ เสือเลือกมุมสวยๆแบบไม่ติดคนไม่ได้เลย อันนี้คือที่พยายามถ่ายมาได้  

 

 

ตอนเย็นว่าง เลยวาร์ปนอกแผนไปที่ Korakuen station 

ซึ่งเสือเพิ่งรู้ว่ามันคือโตเกียวโดมที่เค้าชอบมาจัดคอนเสิร์ตกัน

มีสวนสนุกด้วย 

 

นอกจากเสือจะบ้าสะพานแล้ว เสือยังบ้าชิงช้าสวรรค์ เลยขึ้นไปในราคา 820 เยน

ต่อคน ราคาพอๆกับของเอเชียทีค แต่นั่งได้รอบเดียว ช้ากว่า และมีเพลงเลือกเปิด

ฟังตามใจชอบในกระเช้าด้วย

 

 

วันต่อมาเสือก็ไปตามรอยหนังที่เสือรักมากที่สุด คือ Solanin 

เสือมาลงที่สถานี Izumi-tamagawa station เดินผ่าน Mos burger 

ใช้เซนส์นำไปเรื่อยๆจะเจอซอย มองเข้าไปจะเจอบันไดที่ทาเนดะเข็นมอไซค์ลงมา

 แต่แสงผิดเวลา เลยสว่างไปหน่อย

ข้างๆก็จะมีที่พักของเมโกะกับทาเนดะ แต่เหมือนเค้าน่าจะปรับปรุงไปบ้าง

เลยรายละเอียดต่างจากในหนังหน่อยๆ

 

เดินขึ้นบันไดมาก็จะเจอสะพานเขียวโค้งข้ามแม่น้ำทามะ ข้างๆมีร้านเช่าเรือพาย

ที่ทาเนดะกับเมโกะเคยมาพายด้วยกัน เสือว่าตอนแรกจะพายตามนะ แต่อากาศหนาว

เกินแถมลมแรงด้วย เลยช่างมันแล้วกัน

สวยมาก เสือยืนดูอยู่ตั้งนานแหน่ะ ความสุขของการมาตามรอยหนังคือ

ไปยืนเฉยๆ แล้วก็ซึมซับความสุขตรงนั้น

 

ทางซ้ายจะมีสะพานรถไฟข้ามสะพาน 

 

เสือว่าวิวอีกฝั่งของแม่น้ำอ่ะโคตรสวยเลย เสือเคยเอามาทำเป็นวอลเปเปอร์คอมอยู่พักนึงด้วย

 

ผ่านสะพานมาจะเจอทุ่งโล่งๆ ตอนเสือไปมีคนมาเล่นรักบี้กันด้วย

มีตึก กับ ลานหินกว้างๆ

 

 

มองไปมองมา เห็นบันไดที่ทาเนดะกับเมโกะขึ้นมาด้วยกันด้วย

 

ทางเดินตรงนี้ภูมิใจนำเสนอมาก เพราะเสือลง Street view เพื่อหาแลนด์มาร์กด้วยตนเอง

อันนี้ฤดูร้อนในเรื่องที่ทั้งคู่มาเดตกัน

 

ฤดูใบไม้ผลิตอนท้ายๆเรื่อง

 

อันนี้เสือถ่าย ฤดูหนาว

 

อันนี้ก็ภูมิใจนำเสนอมาก เพราะไปย่อๆถ่ายตรงลานเนินหินแบบจะอีกนิดเดียว

จะตีลังกาลงมาแล้ว 

 

องศาไม่เป๊ะอีก ตอนให้แม่ดูรูปเสือก็ครวญครางว่าถ่ายไม่เป๊ะเสียดายจัง แม่บอกว่าแค่ได้ไปอยู่

ตรงนั้นก็ดีมากแล้วไม่ใช่เหรอ เสือว่าก็เออจริงว่ะ 

 

ย้อนกลับไปขึ้นบนสะพานเขียวบ้าง

  

ส่วนนี้เสือไม่แน่ใจเหมือนกันว่าใช่ซอยที่ทาเนดะกับเมโกะไปเดินด้วยกันหรือเปล่า

อยู่ข้างๆสถานีเดียวกัน

 

 

ภาพรวมแล้วเสือชอบการตามรอย Solanin ที่เซตะกายะมากที่สุดเลย

เมื่อกี้เสือย้อนกลับไปดูฉากต่างๆในหนังเพื่อเก็บรายละเอียดยังน้ำตาซึมอีกรอบ

ก่อนหน้านี้เสือได้ยินว่า เซตะกายะเป็นเขตที่คนอาศัยมากที่สุดที่นึงของโตเกียว

เสือเลยคิดว่ามันน่าจะวุ่นวาย แต่เปล่าเลย มีบ้านอยู่ติดๆกันเยอะจริง แต่ดูสงบ

มีคนออกมาวิ่งบ้าง พาหมามาเดินเล่นบ้าง น่าอยู่มาก

เสือเลยสรุปเอาเองว่า เสือชอบเซตะกายะมากที่สุดในบรรดาที่เสือไปมาทั้งหมด

 

พักตามรอยหนังไว้แป๊บ มาช็อปปิ้งกันบ้าง

เสือแลกเงินไปทั้งหมด 80000 เยน แบบพร้อมใช้หมดเพราะเป็นเงินเก็บ

ที่เสือเก็บเองมาตลอด จนระยะช่วงหลังๆเสืออนาถามาก พยายามใช้เงินวันละร้อย

เพื่อนชวนไปกินข้าวไหนก็ไม่ไป เลิกซื้อของทางเน็ตไปช่วงใหญ่ๆ (ยกเว้นแต่บ็อกเซ็ต

เมคอิทไรท์ จะซื้อมาดูคอนเสิร์ตที่มีน้องบูมกับน้องฟิล์ม) 

 

เสือเลยอยากจะเปย์ตัวเองให้เต็มที่ และ แหล่งช็อปปิ้งเสือก็หนีไม่พ้น

ย่านชิบูย่า ฮาราจูกุนี่เอง

ฮาราจูกุ ถนนทาเคะชิตะ 

เสือฟอลไอจีของไดจังอยู่ (ฮานาวะ ไดกิ คนสวยของเสือซึ่งออกจากค่ายจอนนี่ไปแล้ว)

เสือแทบจะร้องไห้เมื่อพบว่าไดจังก็มาฮาราจูกุเหมือนกัน แต่คลาดกันไปไม่กี่ชั่วโมง

แต่เอาจริงๆ เสือก็ไม่คิดว่าเราจะได้เจอกันหรอก คนเยอะขนาดนี้

 

เสือหลงใหลเสื้อผ้าสไตล์ฮาราจูกุมาก และได้ถูกสูบเข้าไปในร้านสไตล์พังค์

หลายร้าน หมดเงินไปร่วมๆ 10000 กว่าบาท เกิดมาเสือไม่เคยช็อปเยอะขนาดนี้เลย

ถ้าไม่นับคีย์บอร์ดราคาเกือบสองหมืนที่เสือซื้อเองตอนมอปลาย 

 

เสือไปฮาราจูกุ 2 รอบ รอบแรกหมดไปประมาณ 7 พัน แล้วเงินเหลืออีกเยอะ

เลยกลับไปอีกรอบวันถัดมา รอบสองเสือไปตอนมืดแล้ว ร้านเริ่มปิด คนก็เริ่มน้อย

เสือว่าถ้าอยากช็อปมาช่วงหกโมงเย็นก้โอเค คนจะไม่เยอะเท่าตอนกลางวัน

 

เสืออาจคิดไปเองก็ได้นะ เหมือนว่าเสื้อผ้าสไตล์พังค์มันจะไม่ได้เป็นที่นิยมเท่าไร

ในญี่ปุ่นมากเท่ากับสไตล์อื่นๆ ร้านส่วนใหญ่จะเป็นสไตล์หวานๆ อย่างเช่นแบรนด์

Liz liza คนจะเต็มร้าน ส่วนร้านพังค์ที่เสือเข้าไปก็มี 

(ขอรูปจากกูเกิลสตรีทวิวนะ เสือไม่ได้ถ่ายไว้)

 

ขายเสื้อผ้าแนวโกธิคพังค์ ราคาแรงอยู่ แต่เสือไปแล้วมันลดพอดี 

เจ้าของร้านพูดอังกฤษได้นิดหน่อย และน่ารักมาก เวลาคุยกันเลยพูดญี่ปุ่นผสมอังกฤษ

เสือพอรู้ญี่ปุ่นอยู่บ้าง ส่วนภาษาอังกฤษก็ถูไถเลยคุยกันรู้เรื่อง 

สรุปได้รองเท้ามาคู่นึงประมาณ 8000 เยน

พอใส่แล้วเสือก็สูงทะลุ 180 ไปเลย เหมาะกับการไปดูคอนเสิร์ต 

 

ส่วนร้านนี้เป็นของแบรนด์ ACDC rag ซึ่งเสือเพิ่งรู้จักตอนมาที่นี่นี่เอง

 

และถูกยกระดับเป็นแบรนด์ในดวงใจเสือไปเลย เพราะราคาโอเคไม่แรงมาก

และสวยถูกใจมากๆ เจ้าของร้านน่ารักดีแต่คงพูดอังกฤษไม่ได้เลยไม่ได้พูดกันมาก

แต่เค้าก็ช่วยแนะนำดีแบบช่วยเลือกหลายๆแบบมาเทียบกันให้ดู เสือได้กางเกงมาสองตัว

ตกตัวละประมาณ 5000 เยน คิดเป็นเงินไทยก็ราวๆ 1500 บาท

ถือว่าแพงถ้าเทียบกับกางเกงทั่วไป แต่เสือว่ามันคุ้มเพราะหายาก และดีไซน์สวยมาก 

 

 

 

อีกร้านที่ประทับใจ และคาดว่าคงมีชื่อเสียงมากเพราะเป็นร้านที่มีเสื้อผ้า

ต้นตำรับเจร็อคเยอะมากๆ ชื่อร้าน Yellow house 

ร้านอยู่ใต้ดินนะ ตอนร้านเปิดจะมีเสื้อผ้าพังค์ยุค 80 มาแขวนหน้าร้าน

เสือเห็นก็เลยโดนสูบลงใต้ดินไป 

ส่วนร้านแดงๆข้างๆขายเสื้อผ้าออกแนวคอสเพลย์ของผู้หญิงแต่เสือไม่ได้เข้าไป

 

เจ้าของร้านนับเป็นบุคคลในตำนานของเสือเลย

เจ้าของร้านเยลโล่วเฮาส์เป็นผู้หญิงอายุคราวป้า แต่ดูมีสไตล์ พูดอังกฤษได้ (ลูกค้าต่างชาติ

ท่าจะเยอะอยู่) ตอนแรกถามเสือว่าใช่คนญี่ปุ่นไหม พอบอกว่ามาจากไทยก็ หนีห่าว เซี่ยเซี่ย

เสือพอรู้ว่าคนญี่ปุ่นชอบคิดว่าไทยคือไต้หวัน เสือเลยบอกว่า ไทยอ่ะ ไม่ใช่ไต้หวัน

เจ๊แกเลยบอกว่า โอ โซวฮอทเลยนี่ หลัง

 

เปิดฉากแรกก็ถามเสือว่ารู้จัก Xjapan ไหม พอเสือพยักหน้าเท่านั้น

ก็ยัดกางเกงและเสื้อแบบที่ฮิเดะใส่มาเต็มมือเสือ คือเสือรู้จักแต่ไม่ได้ตามโว้ย 

เจ๊แกน่ารักมาก เปิดนิตยสารเจร็อคให้ดูพร้อมกับเทียบเสื้อผ้าในร้าน เสื้อผ้าในร้านจะ

สไตล์เจร็อคจ๋า กางเกงหนัง เสื้อหนัง สไตล์ Sex pistols ก็มา สรุปเสือก็เสียทรัพย์

ไป 15000 เยน รูปลองเสิร์ทเอาในเน็ตได้ ไม่ก็ดูสไตล์ Xjapan the gazette

 

แต่รวมๆเสือชอบแบรนด์ ACDC rag ที่สุด เพราะเสือว่ามันยังพอแต่งได้ใน

สถานการณ์ทั่วไป แบบเดินห้างได้ ส่วนหม่อมแม่เสือบอกว่า กางเกงแบบนี้จ้างให้

ฉันยังไม่ใส่เลย

 

จากที่เสือบอกตอนแรกว่าร้านพังค์ดูไม่ค่อยเป็นที่นิยมเท่าไร เสือเข้าร้านที

ก็เลยมีเสือคนเดียวในร้านทุกร้านที่เข้าเลย และเจ้าของร้านเลยจะดูแลเราดี

เสือชอบนะ เสือคงจะทำแบบที่เจ๊เยลโล่เฮาส์บอกว่า  See you next year 

 

อันนี้ของแถมจากฮาราจูกุ โดนร้านรูปปาปาสูบลงใต้ดินไปอีกแล้ว 

เลยได้รูปช็อปมา 2 รูป ริวยะที่รักของเสือ กับ คาซึยะคนน่ารัก

สาบานได้ว่านี่จากกล้องถ่ายรูปเสือ ชัดจริงอะไรจริง

 

เดินต่อมาที่ Tower record ณ ชิบุย่า

ป้ายเหลืองๆ 

 

 

No music No life

 

ในขณะที่คนไปรุมเจ้าฮาจิโกะตรงห้าแยกชิบูย่าเป็นล้าน เสือกลับชอบฮาจิโกะเอนๆ

หน้า Tower record มากกว่า

เคยอ่านเจอมาว่า มันเอนตามฟ้อนต์ชื่อร้าน 

 

แต่น่าเสียดายที่ Solanin : Songbook กับ Solanin by Rotti แผ่นหมดแล้ว

ดูเหมือนว่าจะไม่มีผลิตอีกแล้วด้วย (อันนี้จากที่เพื่อนเสือที่รู้ญี่ปุ่นช่วยคุยกับพนักงานใน

ร้านให้) เสือเลยได้แผ่นนี้มาแผ่นเดียว

  

 

Asian Kungfu Generation - Solanin (เสือบอกชื่อวงไปแล้วพนักงานเค้าพูดกลับเป็น

อีกชื่อ ซึ่งเสือจำไม่ได้แล้วว่ามันต้องออกเสียงว่าอะไร)

สาบานได้ว่านี่จากกล้องถ่ายรูปเหมือนกัน หน้าปกสวยดี  

 

เสือชอบ Tower record มาก เสือว่าคราวหลังถ้ามีเวลาว่างมากกว่านี้

เสือจะไปไล่ฟังเพลงให้ครบทุกชั้นเพลงเลย

 

วันต่อมาเสือไปดิสนีย์ซี เสือชอบนะสนุกดี

แต่ขอบรรยายทั้งหมดไว้ด้วยภาพๆเดียวแล้วกัน

คนเป็นล้าน 

 

ถ้าบริหารเวลาดีๆ วางแผนกดฟาสพาสดีๆ จะได้เล่นเยอะชิ้น

เสือได้เล่นเครื่องเล่นที่มีฟาสพาสไป 5 อย่างและอื่นๆอีก 3

 

เสือชอบอีกอย่างที่แต่ละคนไม่ว่าจะเพศไหน อายุเท่าไร ต้องสวม

หัวตุ๊กตาดิสนีย์ไว้เกือบทุกคน เสือเห็นนักเรียนชายมอปลายสามคน

สวมหมวกเอเลี่ยนเขียวจากทอยสตอรี่ นั่งติดกันเป็นแผง เสือเกือบจะไปซื้อ

ตามมาใส่แล้ว

 

วันสุดท้ายก่อนกลับเสือไปตามรอยหนังเรื่องสุดท้ายของทริป

Koto no ha no niwa 

 

ลงที่สถานี Shinjuku sanchome 

สวนสาธารณะ Shinjuku gyoen national garden มี 3 ประตู

คือ Shinjuku , Sendagaya , Okido 

 

เสือเข้าทางประตูชินจูกุ ค่าเข้า 200 yen 

 

 

มาที่ฉากแรก ศาลาที่ทาคาโอะเจอกับยูคิโนะในวันฝนตก

เสืออยากให้ฝนตกนะจะได้ฟีลหน่อย ได้ฤดูหนาวแบบนี้ฝนก็อย่าเลย

คนมาถ่ายรูปพอสมควร ต้องแบ่งกันต่อคิวกันนิดหน่อย 

 

ส่วนอันนี้ก็อยู่ใกล้ๆกัน มีคนมาถ่ายรูปแล้วเปิดเอมวีเทียบด้วย 

ส่วนเสือแคปรูปเซพในมือถือเพื่อเปิดเทียบ

 

 

 

อันนี้ของแถม ความจริงมีกิ่งไม้ระน้ำแบบนี้ค่อนข้างเยอะ เสือเลยสุ่มถ่ายมาสักอัน

 

 

เสือพยายามหาว่าประตูที่ทาคาโอะเดินเข้ามาคือประตูไหน

สรุปแล้วคือประตู Sendagaya 

เสือถ่ายมาไม่ค่อยเหมือนนะ แต่ค่อนข้างชัวร์ว่าใช่

 

ใช่แน่ๆ เพราะถ้าไปทางขวาจะเห็นตรงนี้

 

 

 

ปัญหาเดิมคือเสือมือชอบสั่น ถ่ายไม่ชัดสักที ยิ่งรีบๆถ่ายตอนรถไฟผ่านด้วย 

 

อันนี้แผนที่แสนไม่ชัดของเสือ ที่วงตำแหน่งศาลาในหนัง กับประตู Sendagaya ไว้

เผือเอาไปเทียบกับแผนที่จริงที่เค้าแจกข้างหน้าตรงทางเข้า

 

จบแล้วสำหรับการตามรอยหนัง

 

สำหรับความประทับใจและสิ่งต่างๆที่เสือได้เรียนรู้จากการมาญี่ปุ่น

ครั้งนี้เสือขอลำดับไว้แล้วกัน 

1.ผู้ชายญี่ปุ่นหล่อจริง เสือไม่รู้ว่าที่หล่อ เพราะหล่อจริงๆ แบบที่ใครๆเห็น

ก็บอกว่าหล่อ หรือสเปกเสือเป็นแบบนี้กัน เสือไปที่ไหนก็เจอแต่คนหล่อ

ยิ่งไปดิสนีย์ซีเสือต่อแถวยาวๆก็ส่องคนในแถวไปเรื่อยๆ เจริญหูเจริญตา 

ยิ่งเด็กมอต้นตัวเล็กๆนะ อ่ะโห เออเสือก็แก่แล้ว 

2.เสือเคยคิดว่าคนญี่ปุ่นตัวเล็ก แต่ความจริงก็ตัวพอๆกับคนไทยทั่วไป

3.พนักงานบริการดีมากๆ และทุกคนดูเต็มที่กับการทำงานมาก เป็นสิ่งที่

น่าเอาแบบอย่าง

4.เสือชอบฟีลดิสนีย์ซีที่พนักงานแต่งตัวน่ารัก และโบกมือให้ตลอด

อย่างเช่นเวลาเครื่องเล่นออกตัว 

5.ไม่ชอบเวลาเข้าร้านต่างๆแล้วเปิดเพลงดังมาก ดังจนเสือจะมีอาการทางจิต

ยิ่ง Kiddy land สาขาชิบูย่า เปิดสองเพลงตีกันในชั้นเดียว

6.ชอบการต่อแถวขึ้นบันไดเลื่อนแบ่งฟากกันชัดเจน ตอนแรกเสือแอบงง

เพราะ BTS รณรงค์ช้าชิดขวา แต่ที่โตเกียวยืนชิดซ้าย 

7.ห้องน้ำเยอะมาก และสะอาดน่าใช้ 

8.เดินทางง่าย มีรถไฟเข้าถึงทุกที่ ถึงจะมีสายเยอะแต่การตาไวอ่านป้ายดีๆ

และใช้กูเกิลแมปช่วยชีวิตคุณได้

9.นกในโตเกียวดูจะมีน้อยกว่าในกรุงเทพ และคนญี่ปุ่นดูกลัวนก เพราะตอน

ไปฮาราจูกุมีนกตัวนึงเดินบนถนน คนก็แหวกทางให้นกเดิน ส่วนถ้าที่ไทย 

เสือคงนึกถึงการให้อาหารนกพิราบที่สนามหลวง (ที่กลัวอาจจะเพราะโรค

เชื่อราจากมูลนกหรือเปล่า)  

10.เสือพักอยู่แถว Bakurocho station และค้นพบว่าที่นั่นเป็นแหล่ง

ขายเสื้อผ้าราคาน่าซื้อ (เสื้อกันหนาวแบบบางตัวละประมาณ 400-500 บาท)

ให้อารมณ์ประตูน้ำแพลทตินัมบ้านเรา

11.มีสะพานรูปทรงเหมือนสะพานแม่น้ำทามะเยอะมาก แม้ว่าจะข้ามสั้นๆ

มันช่างดีต่อใจของคนบ้าสะพานอย่างเสือจริงๆ 

 

 

ความจริงมีเยอะกว่านี้แต่เสือยังคิดไม่ออก ไว้คิดออกแล้วจะมาเพิ่มแล้วกัน

 

โดยรวมเสือโอเคกับทริปนี้มาก และ สนุกกับเพื่อนที่ไปด้วยมากๆ

เสือว่าถึงเสือจะได้เที่ยวเต็มๆแค่ 3 วัน แต่รู้สึกคุ้มและก้ไม่หลงด้วย

เสือว่าคราวหน้าที่จะไป หม่อมแม่คงให้เสือไปคนเดียวแล้วแหล่ะ 

 

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่โอเคมาก เหมาะกับการไปเที่ยวคนเดียว 

เสืออยากไปเที่ยวญี่ปุ่นอีกครั้ง และถ้าไปคนเดียวดู เสือคงจะว่าน่าจะดี

 

ปล.เผื่อใครที่หลงเข้ามาแล้วอยากตามรอยหนังที่เสือไปตามบ้าง ถามได้นะคะ

เพราะเสือเขียนไม่ค่อยละเอียดเท่าไร 

Comment

Comment:

Tweet