Lost in the dream

posted on 26 Sep 2016 22:45 by seaukun in Dairy

ห้องกระจก - Safeplanet

เพลงใหม่ของวงโปรดเสือ โชคดีเคยได้ดูสดอยู่ครั้งนึง

งานแคททรีเชิ้ต

 

เสือเพิ่งผ่านบล็อก Reproductive หรือระบบสืบพันธุ์

เสือพูดได้ว่านี่อาจเป็นบล็อกที่สาหัสสำหรับเสือบล็อกนึง

 

ไม่ใช่เพราะเรียนหนัก แต่กิจกรรมหนักค่อนข้างมาก 

ไม่ว่าจะเป็นรับน้องขึ้นดอย + กิจกรรมมากมายของคณะ 

เสือออกจะชอบกิจกรรมรับน้องขึ้นดอย เพราะเสือว่ามัน

ก็ดูเป็นความสามัคคีรูปแบบนึง ซึ่งอาจจะไม่ได้ต้องพูดออก

มาดังๆ แต่มันคล้ายๆแบบเราได้ร่วมมือร่วมใจกับอะไรสักอย่าง

 

เสือได้วิ่งขึ้นดอยพร้อมกับน้องด้วย แต่เป็นความคิดที่ผิดมาก

เพราะตั้งแต่เสือมีรถมา เสือก็แทบไม่เดินไปไหนอีกเลย ไม่ว่า

จะแค่เซเว่นตรงหอ ห่างประมาณ 300 เมตรเสือก็ขี่มอไซค์ไป

จนเพื่อนแสนเอือมระอากับสภาพเดินไม่ได้ของเสือ 

 

การวิ่งขึ้นดอยทำให้เสือรู้ว่า ถึงจะมีกำลังใจฮึกเหิมเท่าไร

ก็ไม่ได้ทำให้กำลังกายที่ห่วยแตกมันพร้อมขึ้นเท่าไร เสือขาตะคริว

แดกไม่รู้กี่ครั้ง และตายห่าตอนกลับจากดอย ขาเดี้ยง เดินไม่ได้จริงๆ

ไปสามวัน

 

ที่บอกว่าหนักคงไม่ได้หมายถึงกิจกรรมไปซะทีเดียว แต่เสือว่ามัน

เป็นการทำงานร่วมกับคนอื่นต่างหาก

 

เสือเข้าใจว่าคนเราไม่เหมือนกัน แต่เสือไม่ค่อยโอเคกับคนที่

ตัดสินใจอะไรไม่ค่อยเด็ดขาดจะมาเป็นหัวหน้า หรือคนนำงาน

เพราะมันทำให้งานช้าลงมากๆ ความลำบากใจของเสือคือการอดทน

ไม่เข้าไปก้าวก่ายการตัดสินใจของเขา เพราะเสือมักจะชอบเตือนเสมอ

ว่า เห้ยงานนี้ยังไม่ได้ทำนะ เดี๋ยวเราต้องทำอย่างนี้่ต่อใช่ไหม

 

เสือคิดเอาเองว่างานที่เสือจะมีความสุขกับการทำคือ เสือต้องได้ทำคนเดียว

ไม่ก็เสือเป็นหัวหน้า 

 

เสือว่าทุกคนคงมีความรู้สึกเดียวกัน ว่าไม่อยากทำงานกับคนที่ทำงาน

คนละแบบกับเราเลย และยิ่งเราเข้าข้างตัวเองว่าเราทำงานดีมากๆแล้ว

 

วิธีแก้ทำไงดีให้เสือไม่ต้องคิดอะไรวุ่นวาย คงเป็นเสือต้องทำหน้าที่

ผู้ตามที่ดี ที่ดีมากๆ รอคำสั่งอย่างเดียว ถ้าไม่สั่งแล้วงานมันล่ม หรือ

ไม่ไปถึงไหนเสียที เสือว่าเสือคงไม่เดือดร้อนเท่าไร แบบนี้ใช่ไหมที่

เค้าเรียกว่าปล่อยวาง 

 

สำหรับงานชมรมดนตรีที่เสือทำอย่างหนักหน่วงเมื่อปีก่อน เสือว่า

ปีนี้เสือคงไม่อยากจะแคร์อะไรอีกแล้ว เสือไม่ชอบการทำงานแบบ

ไม่วางแผนล่วงหน้า และ การที่ไม่เคยเห็นคุณค่าของสิ่งที่ผู้อื่นทำ

 

เสือไม่อยากบ่นเยอะเลย เพราะบ่นเยอะกลับมาอ่านก็ดูลบมากๆ 

ชีวตเสือคงหดหู่ แต่เอาจริงๆนะ เสือว่าเสือคงไม่อาจหดหู่ได้เท่า

กับช่วงเดือนกว่าๆที่ผ่านมาได้แล้ว 

 

เพราะเสือมีปัญหาในการทำงานกับคนที่เสือไปด้วยไม่ได้ เพราะทั้ง

สภาพบรรยากาศ และทัศนคติของหลายๆอย่าง ทำให้อาการโฮมซิก

ของเสือกำเริบแบบหนัก หนักกว่าครั้งไหนๆ ประมาณว่าที่แห่งนี้ไม่ใช่

ที่ของเรา 

 

เสือไม่ได้ไม่ชอบเชียงใหม่นะ แต่เสือว่าเกือบทุกอย่างมันไม่สามารถ

ทำให้เสือมีความสุขได้เลย ไม่ว่าจะเป็นสังคม อาหารการกิน ต่างๆนานา 

 

เสือขังตัวเองไว้ในห้อง ไม่ใช่เพราะแค่อยากอยู่สบายใจคนเดียวเหมือน

แต่ก่อน แต่เป็นอารมณ์ที่ไม่อยากทำอะไรเลย คนก็ไม่อยากเจอ เสือ

พยายามทำให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้นโดยพาตัวเองไปหาอะไรดีๆกิน แต่เสือกลับ

รู้สึกว่างเปล่า บางทีเสืออาจจะมาถึงจุดเน่าหนอนของชีวิตอย่างที่สุดแล้ว 

 

เสือโทรไปคร่ำครวญกับเพื่อนๆ ครอบครัว ว่าเสืออยากหาหมอ อยากเอายา

มากินให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น แต่ก็ถูกห้ามปรามเพราะยามันยากที่จะรับรองผลได้

แถมผลข้างเคียงก็เยอะ 

 

เสือทนทรมานใจอย่างหนักไปประมาณอาทิตย์กว่าๆ ก่อนจะเริ่มใช้วิธี

หลีกหนีความจริง สิ่งที่ทรมานใจเสือไม่ใช่อดีต แต่เป็นปัจจุบัน อดีตเป็นสิ่ง

ที่กลับไปทำอะไรไม่ได้ เสือจึงเลือกจะจินตนาการไปถึงอนาคตเพื่อให้ตัว

เองยังมีความหวังบ้าง 

 

เสือคิดจริงจังเกี่ยวกับอนาคตว่า เสือเรียนจบแล้วเสือจะทำอะไรต่อ

เรียนต่อ ทำงาน หรืออะไร และพบว่าพอได้ว่าแผนชีวิตตัวเองคร่าวๆ

เสือว่ามันมีความสุขขึ้น เพราะเสือยังเชื่อว่าเสือยังมีอนาคตที่ดีได้ 

 

เป้าหมายหลักของเสือคือ 

1.รีบออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุด (คือเรียนหกปีจนจบ และไปทำงานหรือ

เรียนต่ออะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ที่นี่) 

2.ทำงานมีเงินใช้สบายๆ 

3.มีคอนโดติดแม่น้ำเจ้าพระยา 

4.ไปตามรอยหนังในประเทศต่างๆด้วยเงินของตัวเอง

5.อยู่กับครอบครัวอย่างมีความสุข 

 

เสือเล่าให้แม่ฟัง แม่บอกว่าเสือพูดแบบนี้เหมือนตัวเองรู้สึกผิดที่

เลือกมาเรียนที่นี่เลย ซึ่งเสือก็คิดงั้นจริงๆ (ย้อนไป 2 ปีก่อน เสือดีใจ

ที่ได้มาเรียนเชียงใหม่มาก) แต่เสือไม่ได้คิดเลยนะว่าการมาเรียนที่นี่มันเสียเวลา

เสือว่าเสือได้อะไรจากที่นี่มากๆ มันทำให้เสือรู้จักตัวเองมากกว่าที่เคยรู้จัก

รู้ว่าตัวเองสามารถทำอะไรได้บ้าง และภูมิใจในตัวเองมากกว่าที่เคยภูมิใจ

แค่เพียงแต่ว่าเสือได้รับมันมากพอแล้วก็เท่านั้น

 

เสือบอกแม่ว่า ถึงเสือจะอยากกลับไปแค่ไหน แต่ตอนนี้สิ่งที่เสือจะทำคือ

เต็มที่กับปัจจุบันให้ได้มากที่สุด ใช้เวลาที่นี่ให้น้อยที่สุด เพื่อจะได้กลับบ้าน

แม่บอกว่ามันคงเป็นเรื่องที่ควรจะเป็นอยู่แล้ว การที่เราไม่เหมาะกับที่ไหน

ไม่ใช่ว่าที่แห่งนั้นไม่ดี แต่แค่เราไม่ได้โตมากับที่นั้น จนเราชินและ

มีความสุขกับมันได้

 

อ๋อ เสือกำลังจะพูดต่อไปคือ เรื่องการต่อเฉพาะทางของเสือนั่นเอง

ความจริงเสือคิดเรื่องเฉพาะทางมาสักระยะแล้ว ถึงเสือจะอยู่ปีสาม

และยังไม่ขึ้นวอร์ด (คือไม่มีความรู้เลยว่าแต่ละวอร์ดเราจะได้เจอกับอะไร)

แต่คงเพราะเสือมีเพื่อนที่เรียน 4 ปีจบหลายคน คนที่เรียน 4 ปีจบคง

เข้าใจว่าตอนปี 3 คือเป็นช่วงเวลาที่กระตือรือล้นเรื่องการทำงานหลัง

เรียนจบมากๆ เพราะใกล้จะจบแล้ว เสือเลยพลอยได้รับอิทธิพลไปด้วย

ในตัว เนื่องจากบรรยากาศของเพื่อนเข้ารุมล้อม

 

เสือเคยสนใจในหลายๆเฉพาะทางมาก ไม่ว่าจะเป็น นิติเวช ศัลย์

เด็ก จิตเวช แต่ด้วยข้อจำกัดมากมายที่เสือได้รับข้อมูลมา เสือจึง

ไม่แน่ใจว่าตัวเองสามารถไปในทางนั้นได้จริงๆหรือไม่

 

สำหรับตรงนี้ เสือพูดแบบตรงๆ เหตุผลตามจริง ไม่ขอใช้ความคิด

ประเภทหมอต้องเสียสละ อะไรทำนองนั้นมาพูด

 

โอเคต่อ

 

สำหรับวอร์ดใหญ่ๆอย่าง สูตินรีเวช กุมารเวช ศัลยแพทย์

อายุรเวชศาสตร์ เป็นสาขาที่เรียนต่อเฉพาะทางแล้วได้ค่าตอบ

แทนที่ดี (เสือพูดรวมๆนะ เสือยังไม่รู้แน่ชัดเท่าไร แต่รู้จาก

รุ่นพี่ว่าสาขาพวกนี้คนแย่งกันเข้ามาก) เนื่องจากเป็นที่นิยม

การเรียนต่อจึงเป็นไปยาก ต้องใช้เส้น(หลายคนคงเคยได้ยิน

เสือไม่อะไรหรอกนะ แต่แค่จะบอกว่าในตระกูลเสือไม่เคยมี

ใครเป็นหมอคนมาก่อน ไม่มีเส้นใดๆทั้งสิ้น) ความเก่ง โอกาส

และอื่นๆอีกมากมายที่เสือรู้ดีว่าคงยากมากสำหรับเสือ  

 

งั้นข้ามสาขาเหล่านี้ไป (เสริมๆ สาขาที่นิยมอื่นๆ คือพวกผิวหนัง

จักษุแพทย์ เสือขอข้ามเพราะไม่มีความสนใจ) เสือเลยสนใจสาขา

ขาดแคลน (ที่ขาดแคลนอาจเป็นเพราะค่าตอบแทนน้อย เสี่ยง 

เครียด ยาก) สาขาขาดแคลนจากการที่ศึกษามา (ในตอนนี้ อนาคต

อาจมีการเปลี่ยนแปลง) มักจะไม่ต้องใช้ทุนก่อนเข้ามาเรียน 

 

ปกติแบบไม่ซับซ้อน คือเรียน 6 ปี - ใช้ทุน 3 ปี - ต่อเฉพาะทาง 

ความจริงมีหลายทางเลือกกว่านี้ แต่ก็แข่งขันสูงเหมือนกัน 

 

อ่ากลับมาต่อกับแพทย์สาขาขาดแคลน ไม่ต้องใช้ทุนก่อนคือ

เค้าให้เราเรียนไปพร้อมๆกับใช้ทุนได้เลย สรุปคือสมมติเราเรียน

จบ 6 ปี - ใช้ทุน+เรียนเฉพาะทาง 3 ปี เราจะจบเร็วกว่าปกติ 

 

น่าสนใจมาก ไม่ใช่ว่าเสือไม่อยากใช้ทุนนะ แต่จากการได้ยิน

ข่าวคราวการเลือกโรงบาลใช้ทุนผิดคิดจนตัวตายมันทำให้เสือ

ไม่สบายใจมากๆ (ควรแก้ที่ระบบ) เสือยินดีทำทุกอย่างตามขั้น

ตอนที่เค้าวางไว้ และ ถ้าเสือเลือกต่อเฉพาะทางสาขาขาดแคลน 

เสือจะมีโอกาสได้กลับบ้านเร็วขึ้นมากๆ เพราะสามารถเรียนต่อเฉพาะทาง

ที่กรุงเทพได้ด้วย (เสือแอบเล็งโรงบาลที่สนใจไว้แล้ว ไว้ปีสี่จะลอง

ไป elective ดู)(elective คืออารมณ์แบบไปศึกษาดูงาน)

 

พอได้ความคิดแบบนี้เสือก็มีกำลังใจเรียนมากๆ และสาขาที่เสือสนใจ

เอาเข้าจริงเสือไม่เคยสนใจจะทำเลย เพราะความเสี่ยงสูง แต่พอ

เสือรู้จักตัวเองมากขึ้น เสือคิดว่าตัวเองน่าจะทำได้ (ทุกอย่างเป็นการ

คาดคะแน เพราะเสือยังไม่ได้สัมผัสของจริง) นั่นคือเวชศาสตร์ฉุกเฉิน

หรือ ER

 

คงเพราะมันเครียด เลยเป็นสาขาขาดแคลน แถมดูการเติบโตด้าน

หน้าที่การงานจะน้อยกว่าสาขาอื่น แต่เสือว่าโอเค เสือไม่ค่อยได้คิด

จะเป็นจุดสูงสุดของอาชีพนี้หรอก (ถ้าจะเป็นยอดจริงๆ เสือคงเลือก

ทำอย่างอื่นเสริมดีกว่า) เสือว่าบุคลิกและลักษณะการทำงานเสือ

น่าจะพอไหวกับสายนี้

 

มันอาจจะเป็นอนาคตที่ดูไกล แต่ทำให้เสือมีกำลังใจมากๆเลย

เสือเห็นตัวเองประสบความสำเร็จในความคิดแบบนี้ เสือก็พอมี

ความสุขขึ้นมาได้บ้าง มันเป็นเรืองธรรมดาใช่ไหม

 

เออมีเรื่องมาเล่าให้ฟัง ไม่ได้น่าภูมิใจนะ แต่แค่เล่าให้ฟัง

และเตรียมโดนด่าเรียบร้อยแล้ว

วันนี้อาจารย์ถามในห้องว่า ใครจบไปทำรพ รัฐบ้าง คำตอบคือ

เพื่อนๆ 70% ยกมือขึ้น และอาจารย์ถามต่อว่าแล้ว รพ เอกชนล่ะ

มีประมาณ 10% ที่ยกมือ (ที่เหลืองดออกเสียง 555) ซึ่งเสืออยู่ใน

อี 10% นี้ล่ะ

 

เสือคงอ่านพันทิปมาเยอะ เลยรู้ว่าจะมีคนพูดอย่างไร และตอนยกมือ

เสือแม่งก็ยกจนสุดแขน คำอธิบายสั้นๆของเสือคือ ถ้าเราทำงานเต็มที่

ไม่ขัดกับศีลธรรม ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ก็เป็นสิ่งที่โอเคแล้ว และ

คนเราต้องกินต้องใช้

 

เปลี่ยนเรืองนะ พูดแต่เรื่องหมอๆมาเยอะแล้ว

 

สรุปเสือได้ไปญีปุ่นแบบ 100% แล้ว เพราะจองตั๋วแล้ว

ถ้าจะไม่ได้ไปก็คงเพราะเสือตายก่อน ค่าตั๋วขนาดนั้นคงไม่

สามารถทำให้เสือเปลี่ยนแผนไปได้

 

ตอนแรกเสือคิดว่าคงไม่ได้ไปแล้ว เนื่องจากปัญหามากมาย

และทางบ้านก็ไม่ให้ไปคนเดียวด้วย แต่เพื่อนเสือตอนมอปลาย

ดันว่างพอดีช่วงปีใหม่ เราเลยได้ไปด้วยกัน

 

เสือดีใจมากนะ เพราะมันคงเป็นของขวัญวันเกิดปีที่ 20 ของเสือ

ที่ดีที่สุดสำหรับเสือเลย (เสือให้พ่อออกค่าตั๋วเครื่องบินอย่างเดียว

ค่าเที่ยวทั้งหมดเสือออกเอง เปย์ตัวเอง) เพราะเสือคิดถึงนานะ จาก

เรื่อง Nana มังงะสุดโปรดตลอดกาลของเสือที่บอกว่า ซือตั๋วไป

โตเกียวเป็นของขวัญวันเกิดครบรอบ 20 ปีของตัวเอง เสือเลยว่าตัวเอง

ต้องมีแพลนไปสถานีรถไฟโตเกียวด้วย เพื่อข้ามทางม้าลายหน้าสถานี

(ได้ไปฤดูหนาวเหมือนในมังงะด้วยอึ้ยยย)

 

แพลนเสือไม่มีอะไรมาก เอาแต่ตามรอยหนัง กับช็อปปิ้ง

เสือว่าไปเที่ยวมาแล้ว คงเอาเขียนรีวิวสนุกเลยทีเดียว

 

เสือเพิ่งกลับมาจากบ้าน เสือกลับบ้านทุกบล็อกเลย และก็เก็บรูป

มาฝากอีกตามเคย เสือเริ่มคิดเรื่องจะซือกล้องแล้ว เพราะกล้องมือถือ

เสือเริ่มกาก แต่เสือก็ไม่ได้ชอบถ่ายรูปขนาดนั้น เป็นพวกถ่ายไว้เอาไว้ดู

ว่าตัวเองไปมาแล้วมากกว่า งั้นเสือควรจะเปลี่ยนมือถือใหม่ง่ายกว่า เพราะ

มือถือเสือก็เริ่มใกล้พังแล้ว

 

เสือไม่เคยไม่ไปเจริญกรุงบ้างไหม ตอบ ไม่เคย

กลับมาที่สะพานตากสินอีกแล้ว ย่านที่เสือรักมากที่สุดในกรุงเทพ

 

วิวตึกสวยสู้ที่มองจากสะพานกรุงเทพไม่ได้เลย แต่บรรยากาศดีกว่า

สะพานกรุงเทพไว้เสือแวะไปคราวหลังแล้วกัน

 

กว่าจะได้รูปนี้มารอรถไฟฟ้านานมาก ไม่ใช่ว่ามันไม่ค่อยมานะ

แต่มือถือจับภาพช้า เลยได้รูปพอดียาก และนี่คือพอดีที่สุดเท่าที่ทำได้

 

เสือชอบแต่งภาพแบบให้มันดูแห้งแล้ง สีน้อยๆ ดูแล้วไม่ค่อยเจริญหู

เจริญตาเท่าไรเลยว่าไหม

 

อีกที่ที่รู้จักมานาน แต่ไม่เคยได้ไปแบบจริงจังเสียที

คือสวนลุมพินี เอาจริงๆแค่อยากไปตามรอยซีรี่ส์ Make it right

ที่น้องรถถังกับพี่นายมาปั่นเรือเป็ดกัน (เออเสือก็เกือบลงไปปั่นคนเดียว

แล้ว แต่เวลามันน้อยเกินตอนนั้น)

 

เป็นสวนสาธารณะกลางเมืองทีสวยมากๆ 

 

ล่าสุดเสือเพิ่งดูเรื่อง Shin godzilla กับ Sally มา ประทับใจทั้งคู่

ปีนี้เสือไม่ค่อยมีหนังประทับใจเท่าไร แต่สองเรืองนี้โดนใจเสือมากๆอยู่

เสือเริ่มชอบหนังที่คนเราสามารถทำงานได้อย่างเป็นระบบ และผลออกมาดี

จริงๆ สำหรับกัปตัน Sally เสือดูแล้วเสือว่าเสือนับถือเค้ามากจริงๆเลย

 

เรื่องสุดท้ายก่อนจากลา เสือลองไปทำแบบทดสอบมาช่วงนี้

คัดสรรเข้าบ้านในฮอกวอตส์ Pottermore - กริฟฟินดอร์

ผู้พิทักษ์ - กวางสาว (รู้สึกถึงความอ่อนโยนในตัวเองเลย)

และ MBTI ของเสือเปลี่ยนแล้วจาก INFP เป็น INFJ

 

ตอนทำเสือก็รู้แล้วนะ เพราะจากการผ่านงานมาอย่างโชกโชน

เสือค่อนข้างเข้มงวดกับงานพอควร ต้องวางแผน ไม่เอาแล้วแบบ

เดี๋ยวค่อยคิด เดี๋ยวตอนนั้นก็รู้เองว่าต้องทำไง ผลคือเสือเสีย P ไป

ลาก่อนบุคลิกแบบ ลุค สกายวอคเกอร์ อามิลี และพระเอกทุกสถาบัน

ของเสือ

 

ไปอ่านมากเค้าว่า INFJ เป็นบุคลิกที่หายากที่สุด และมาพร้อมกับ

ความสามารถพิเศษที่คนอื่นไม่มี เสือก็จะรอดูเหมือนกันว่ามันคืออะไร

การนอนได้ตลอดเวลางั้นเหรอ น่าคิดเหมือนกัน

 

โอเคเสือต้องไปนอนแล้ว บล็อกนี้เรียนง่ายมาก

แต่เสือไม่ค่อยถูกกับเรื่องง่ายๆ นามธรรมจับต้องไม่ได้

เสือคงได้เกรดห่วยแตกแน่เลย  

 

 

Comment

Comment:

Tweet